ผิดคาด อายุแท้จริง แม่ภัทร โดนลูกชายพาไปขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

เปิดอายุแท้จริง “แม่ภัทร” โดนลูกชาย รวมหัวสะใภ้ ยึดกิจการพันล้าน ก่อนพาไปขังที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุดังในเมืองกาญจน์

กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตา สำหรับกรณี “แม่ภัทร” เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอางย่านลาดพร้าว ออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านรายการ “โหนกระแส” โดยอ้างว่าถูกลูกชายแท้ ๆ ร่วมกับภรรยาซึ่งเป็นทันตแพทย์ วางแผนส่งชายฉกรรจ์มาอุ้มตัวไปกักขังที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นเวลานานกว่า 2 ปีครึ่ง โดยอ้างว่ามีเป้าหมายเพื่อเข้าควบคุมกิจการโรงงาน รวมถึงทรัพย์สินในตู้เซฟมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท

ผิดคาด อายุแท้จริง แม่ภัทร โดนลูกชายพาไปขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

แม่ภัทร เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. 2567 โดยถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ล็อกตัวขึ้นรถและนำไปส่งที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ พร้อมถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช ทั้งที่เจ้าตัวระบุว่าไม่เคยมีประวัติการรักษาดังกล่าว

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายในศูนย์ฯ แม่ภัทร เล่าว่าถูกจับแก้ผ้า ใส่กุญแจมือล็อกติดกับเตียง ถูกบังคับให้กินยานอนหลับ และต่อมาถูกย้ายไปอยู่ในกรงเหล็กร่วมกับผู้พักอาศัยรายอื่น โดยระบุว่าการถูกกักขังดังกล่าวส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรมและน้ำหนักลดลงกว่า 14 กิโลกรัม

ผิดคาด อายุแท้จริง แม่ภัทร โดนลูกชายพาไปขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

กระทั่งเดือน ส.ค. 2569 แม่ภัทร สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากญาติได้ หลังแอบส่งเบอร์โทรศัพท์ของน้องสาวผ่านบุคคลที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากศูนย์ฯ ก่อนที่ญาติและอดีตสามีจะเข้าช่วยเหลือจนสามารถออกมาได้สำเร็จ โดยเจ้าตัวระบุว่าผลตรวจสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลยืนยันว่ามีสภาพจิตปกติ

ต่อมา ตำรวจกองบังคับการปราบปรามเข้าตรวจสอบศูนย์ดังกล่าว หลังมีการร้องเรียนเรื่องการทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว และบังคับให้ผู้พักอาศัยกินยานอนหลับ โดยพบกรงเหล็กครอบเตียงผู้ป่วย

ผิดคาด อายุแท้จริง แม่ภัทร โดนลูกชายพาไปขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ด้านเจ้าของศูนย์ชี้แจงว่า กรงเหล็กดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันผู้ป่วยตกจากเตียง ลื่นล้ม หรือทำร้ายตัวเอง เนื่องจากหากใช้เชือกมัดแขนหรือขาเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการบวมและบาดแผล พร้อมยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายร่างกาย และการดูแลเป็นไปตามมาตรฐาน รวมถึงมีใบอนุญาตถูกต้อง

ล่าสุดวันนี้ (6 ต.ค. 2569) อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมด้วยตำรวจ สภ.ท่าม่วง ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงดังกล่าว เบื้องต้นพบว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ขออนุญาตเป็นสถานพยาบาล และมีการดำเนินการเกินกว่าขอบเขตที่ขออนุญาตไว้ในฐานะศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ขณะที่ “โหนกระแส” เตรียมนำเรื่องดังกล่าวมาพูดคุยกันต่อ โดยแม่ภัทร วัย 63 ปี ยืนยันว่าจะเปิดเผยใบหน้าโดยไม่สวมหน้ากากหรือแว่นตาปิดบัง เพื่อแสดงตัวตนและยืนยันต่อสังคมว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ผิดคาด อายุแท้จริง แม่ภัทร โดนลูกชายพาไปขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

แม่ภัทรยังเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ฯ โดยระบุว่า ในห้องที่เรียกว่า “ตึก 2” มีเตียงลักษณะคล้ายกรงเหล็กประมาณ 12 เตียง ช่วงกลางวันผู้ที่ถูกกักอยู่จะถูกมัดไว้กับเตียง และหมุนเตียงขึ้นเพื่อป้อนอาหาร จากนั้นหลังเวลา 16.00 น. จะนำโครงเหล็กมาครอบปิดเตียง โดยหากมีเจ้าหน้าที่จำนวนน้อยก็จะครอบไว้ตลอดเวลา

แม่ภัทรอ้างว่า ตัวเองถูกกักอยู่ในห้องกรงเหล็กที่เรียกว่า “กรงหมา” ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลานานถึง 11 เดือน โดยจะได้ออกจากกรงเฉพาะช่วงที่เจ้าหน้าที่พาไปอาบน้ำ ส่วนการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะต้องทำภายในกรง และใช้ถังผงซักฟอกรองรับ

ด้าน ป้าแมว เจ้าของเนิร์สซิ่งโฮมเคยชี้แจงว่า ลูกชายของแม่ภัทรเป็นผู้ว่าจ้างให้ดูแลในอัตราเดือนละ 20,000 บาท พร้อมอ้างว่าได้รับข้อมูลว่าแม่ภัทรมีอาการคลุ้มคลั่ง และปฏิเสธว่าไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือบังคับให้กินยา

ผิดคาด อายุแท้จริง แม่ภัทร โดนลูกชายพาไปขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ขณะที่ ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุว่า เนิร์สซิ่งโฮมมีหน้าที่ดูแลผู้พักอาศัย ไม่ใช่สถานพยาบาลเพื่อทำการรักษา พร้อมระบุว่าห้ามดัดแปลงสถานที่เป็นกรงขังหรือทำร้ายร่างกายผู้พักอาศัย หากตรวจพบการกระทำผิดอาจเข้าข่ายประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำหรับคดีดังกล่าว แม่ภัทรได้แจ้งความดำเนินคดีแล้วที่กองบังคับการปราบปราม และ สน.วังทองหลาง ขณะที่ข้อกล่าวอ้างต่าง ๆ อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในวันนี้แม่ภัทรยืนยันว่าพร้อมที่จะพบหน้าลูกชาย โดยเรียกลูกชายว่า “ลูกเบนซ์ของแม่” ก่อนจะร้องไห้ออกมาและพยายามกลั้นน้ำตา พร้อมยืนยันว่าต้องการพูดคุยกับลูกชาย และเพราะทราบว่าจะได้พบกัน จึงตัดสินใจเปิดเผยใบหน้าต่อสาธารณะ

ผิดคาด อายุแท้จริง แม่ภัทร โดนลูกชายพาไปขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

Scroll to Top