เหตุการณ์ชวนขนหัวลุกใต้สะพานภูมิพล 2 กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านในพื้นที่ต่างพากันตกใจ หลังมีเสียงกรีดร้องปริศนาและเสียงเคาะประตูเหล็กดังออกมาจากตอม่อสะพานที่ปิดล็อกไว้ ท่ามกลางบรรยากาศมืดมิดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงแรกไม่มีใครรู้ว่าเสียงดังกล่าวมาจากไหน หรือมีใครอยู่ภายในห้องที่ปกติใช้สำหรับเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและบำรุงรักษาสะพานหรือไม่ กระทั่งการตรวจสอบอย่างละเอียดนำไปสู่การพบคนอยู่ด้านในจริง ๆ
ตามรายงานข่าวของ Sanook เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงค่ำวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณใต้สะพานภูมิพล 2 ฝั่งถนนปู่เจ้าสมิงพราย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราความเรียบร้อยอยู่เป็นประจำ ในวันเกิดเหตุ สายตรวจจากสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องเข้าไปตรวจสอบเหตุการณ์ที่สร้างความสงสัยให้กับทั้งตำรวจและประชาชนในบริเวณนั้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสองนาย ได้แก่ สิบตำรวจโท รพีพัฒน์ ศรีกงพาน และสิบตำรวจตรี นิติพงษ์ จ๊อกกวี้ กำลังขี่รถจักรยานยนต์ตรวจพื้นที่ เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณใต้สะพาน ทั้งสองได้ยินเสียงคล้ายคนกำลังกรีดร้องดังออกมาจากบริเวณตอม่อสะพาน เสียงดังกล่าวไม่ได้มีเพียงครั้งเดียว แต่ยังมีเสียงเคาะประตูเหล็กดังตามมาเป็นระยะ จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องชะลอรถและหันไปตรวจสอบที่มาของเสียง
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ดูผิดปกติคือเสียงดังกล่าวมาจากด้านหลังประตูสแตนเลสที่ถูกล็อกไว้ โดยประตูนี้เป็นทางเข้าสู่พื้นที่ภายในตอม่อสะพาน ซึ่งโดยปกติไม่ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าไป และมีไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าประตูปิดอยู่ แต่กลับมีเสียงร้องและเสียงเคาะดังออกมา เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถมองข้ามเหตุการณ์นี้ไปได้

ตำรวจตัดสินใจจอดรถลงไปตรวจสอบบริเวณประตู พร้อมพยายามฟังเสียงให้ชัดเจนว่ามีใครอยู่ภายในหรือไม่ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่นั่งพักผ่อนอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุก็ได้ยินเสียงเดียวกัน และยืนยันว่าเสียงดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเสียงที่เจ้าหน้าที่ได้ยินอยู่ฝ่ายเดียว การยืนยันจากคนในพื้นที่ทำให้ข้อสงสัยยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนต่างต้องการรู้ว่าใครกำลังส่งเสียงอยู่ในห้องที่ถูกปิดตาย
ในช่วงเวลานั้น บรรยากาศใต้สะพานค่อนข้างมืดและเงียบ เมื่อเสียงกรีดร้องดังขึ้นเป็นระยะ ประกอบกับเสียงเคาะประตูที่ไม่มีคำอธิบายชัดเจน ทำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นรู้สึกหวาดระแวง บางคนพยายามมองหาความเคลื่อนไหวจากช่องว่างรอบประตู ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงใช้วิธีเรียกคนที่อยู่ด้านใน เพื่อให้แสดงตัวหรือส่งเสียงตอบกลับ
อย่างไรก็ตาม แม้จะพยายามเคาะประตูและเรียกอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากภายใน เจ้าหน้าที่จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีคนอยู่จริงหรือไม่ และหากมีคนอยู่ภายใน บุคคลนั้นเข้าไปได้อย่างไร รวมถึงเหตุใดจึงไม่สามารถออกมาเองได้
สำหรับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้มีลักษณะเหมือนบ้านหรือห้องพักอาศัยทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสะพานที่ปิดล็อกไว้ การได้ยินเสียงคนร้องจากภายในจึงทำให้เกิดคำถามมากมาย และบางคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเกิดจากคนที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือมีสาเหตุอื่นที่ยังไม่มีใครรู้
แม้บรรยากาศจะชวนให้คิดไปต่าง ๆ นานา แต่เจ้าหน้าที่ต้องยึดการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพราะหากมีคนติดอยู่ภายในจริง การปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปอาจทำให้บุคคลดังกล่าวได้รับอันตรายได้ ตำรวจจึงพยายามประเมินสถานการณ์และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางเปิดประตูเข้าไปตรวจสอบอย่างปลอดภัย
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเปิดประตูได้ด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่จึงประสานขอกำลังสนับสนุนและติดต่อเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลโครงสร้างสะพาน เพื่อให้นำกุญแจมาเปิดประตู การดำเนินการครั้งนี้ต้องใช้เวลา เพราะประตูถูกล็อกไว้และไม่สามารถเปิดเข้าไปได้ทันที
ระหว่างรอความช่วยเหลือ ทุกคนยังคงจับตาดูบริเวณประตูอย่างใกล้ชิด เสียงจากด้านในกลายเป็นปริศนาที่รอคำตอบ และไม่มีใครรู้ว่าหลังจากประตูเปิดออกแล้วจะพบอะไรอยู่ภายใน บางคนกังวลว่าอาจมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่บางคนเพียงต้องการทราบว่าใครเป็นผู้ส่งเสียงจนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหยุดการตรวจพื้นที่ตามปกติ
เวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเดินทางมาพร้อมกุญแจและเริ่มดำเนินการเปิดประตู ในช่วงเวลานั้นความสงสัยของทุกคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังประตูเหล็กยังไม่มีใครมองเห็นอย่างชัดเจน และเสียงกรีดร้องที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหมดก็ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องรอการตรวจสอบ
ในที่สุด ประตูตอม่อสะพานที่ถูกล็อกไว้ก็ถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่เตรียมไฟฉายส่องเข้าไปด้านในเพื่อสำรวจพื้นที่มืด ก่อนจะพบว่ามีคนอยู่ภายในจริง ๆ สิ่งที่ทุกคนสงสัยมาตั้งแต่ต้นจึงได้รับคำตอบในระดับหนึ่ง แต่สภาพของบุคคลที่พบกลับทำให้เหตุการณ์นี้ยิ่งสร้างความตกใจ และเปลี่ยนจากการตรวจสอบเสียงปริศนาไปสู่การเข้าช่วยเหลือบุคคลที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวทันที
เมื่อแสงไฟฉายส่องเข้าไปภายในตอม่อสะพาน เจ้าหน้าที่พบร่างของบุคคลหนึ่งนอนอยู่บนพื้นห้องท่ามกลางความมืด บุคคลดังกล่าวเป็นสาวประเภทสอง อายุประมาณ 30 ปีเศษ และอยู่ในสภาพเปลือยกายท่อนล่าง ตามรายละเอียดที่รายงานโดย Sanook การพบคนอยู่ในห้องที่ถูกล็อกไว้เป็นคำตอบของเสียงกรีดร้องและเสียงเคาะประตูที่ทำให้ตำรวจต้องหยุดตรวจพื้นที่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเปิดประตูออกมากลับแตกต่างจากภาพที่หลายคนคาดไว้
ทันทีที่เห็นเจ้าหน้าที่ บุคคลที่อยู่ด้านในกลับลุกขึ้นและแสดงท่าทีดีใจ ด้วยการเต้นรำอยู่ตรงบริเวณนั้น พร้อมพูดจาวกวนจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจน พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ตำรวจต้องประเมินสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าบุคคลดังกล่าวเข้าไปอยู่ในตอม่อสะพานได้อย่างไร อยู่ภายในมานานเพียงใด หรือมีปัญหาใดที่ทำให้ไม่สามารถออกมาเองได้

ภาพที่ปรากฏหลังประตูเปิดจึงสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่น้อย จากตอนแรกที่ทุกคนได้ยินเพียงเสียงร้องและเสียงเคาะที่ไม่ทราบที่มา กลับพบว่ามีบุคคลอยู่ภายในพื้นที่จริง และเมื่อประตูเปิดออก บุคคลนั้นไม่ได้ให้คำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพบคนอยู่ในห้องปิดตายไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสรุปสาเหตุทั้งหมดได้ในทันที เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งเรื่องการเข้าไปในพื้นที่ การล็อกประตู และสภาพของบุคคลที่พบ เพื่อให้ทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร โดยไม่ด่วนสรุปจากพฤติกรรมที่เห็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวและนำส่งสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอน การนำตัวออกจากพื้นที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการยุติเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวบ้านบริเวณใต้สะพานตกใจและสงสัยอยู่นาน
แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากพบตัวบุคคลภายในตอม่อสะพาน เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน ซึ่งอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมบุคคลดังกล่าวจึงกลับมาอยู่บริเวณสะพานอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีเจ้าหน้าที่พบตัวและเชิญให้ออกจากพื้นที่ไปแล้ว
นายธนากร เจ้าหน้าที่สายตรวจสะพานภูมิพล ให้ข้อมูลว่า เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันเดียวกัน เขาเคยพบชายคนหนึ่งกำลังปั่นจักรยานอยู่บนสะพานภูมิพล บุคคลดังกล่าวกล่าวอ้างว่าต้องการมาหา “เหรียญ ร.9” ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและเชิญตัวลงจากสะพานในครั้งนั้น
จากข้อมูลที่มีการรายงาน เจ้าหน้าที่คาดว่าบุคคลคนเดียวกันอาจกลับมายังบริเวณสะพานอีกครั้งในเวลาต่อมา และเข้าไปอยู่ภายในตอม่อสะพานจนไม่สามารถออกมาได้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่เข้าไปในพื้นที่ยังต้องอาศัยการตรวจสอบเพิ่มเติม จึงไม่ควรถือว่าข้อสันนิษฐานดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันครบถ้วนแล้ว
ประเด็นสำคัญคือ ตอม่อสะพานดังกล่าวมีประตูปิดล็อกและเป็นพื้นที่ที่ปกติใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ดูแลหรือซ่อมบำรุง ไม่ใช่สถานที่ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าไปพักอาศัย การที่มีคนเข้าไปอยู่ภายในจนเกิดเสียงร้องและเสียงเคาะประตู จึงทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของพื้นที่และวิธีการเข้าถึงส่วนที่ถูกปิดไว้
หากบุคคลหนึ่งเข้าไปในพื้นที่ปิดโดยไม่มีผู้ดูแลอยู่ด้วย และไม่สามารถเปิดประตูออกมาเองได้ ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการตะโกนเรียก การเคาะประตู หรือการส่งเสียงเพื่อให้คนที่ผ่านไปมารับรู้ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการตรวจพบความผิดปกติอย่างรวดเร็วมีความสำคัญ เพราะหากไม่มีเจ้าหน้าที่หรือประชาชนได้ยินเสียงดังกล่าว บุคคลที่อยู่ภายในอาจยังคงไม่ได้รับความช่วยเหลือในเวลาที่เหมาะสม

ในอีกด้านหนึ่ง การตรวจสอบพื้นที่โครงสร้างสะพานที่ถูกปิดไว้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะพื้นที่ประเภทนี้อาจมีข้อจำกัดด้านทางเข้าออกและไม่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับการอยู่อาศัย หากมีบุคคลเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมมีความเสี่ยงทั้งต่อตัวบุคคลและต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดูแลโครงสร้าง
สำหรับตำรวจสายตรวจ เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นจากการได้ยินเสียงที่ผิดปกติระหว่างออกตรวจพื้นที่ตามหน้าที่ แต่การตัดสินใจหยุดรถและตรวจสอบกลับนำไปสู่การพบคนที่ต้องได้รับการดูแล การประสานหน่วยงานที่มีกุญแจเพื่อเปิดประตู และการนำตัวบุคคลออกจากห้อง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบเบาะแสอย่างจริงจัง แม้ในตอนแรกจะยังไม่ทราบว่าเสียงที่ได้ยินมีที่มาอย่างไร
ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าเสียงร้องหรือเสียงขอความช่วยเหลือจากสถานที่ผิดปกติไม่ควรถูกมองข้าม แม้บรรยากาศในเวลากลางคืนจะทำให้เหตุการณ์ดูน่ากลัว แต่การเข้าไปตรวจสอบควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และหากเป็นพื้นที่ปิดหรือมีความเสี่ยง ควรประสานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบแทนการพยายามเปิดเข้าไปเอง
ท้ายที่สุด เหตุการณ์ใต้สะพานภูมิพล 2 ครั้งนี้ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างที่บางคนอาจจินตนาการจากเสียงกรีดร้องในความมืด แต่เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่พบคนอยู่ภายในตอม่อสะพานจริง โดยมีข้อมูลเบื้องต้นเชื่อมโยงกับการที่บุคคลดังกล่าวเคยถูกพบอยู่บนสะพานในช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน
แม้การเปิดประตูจะทำให้ปริศนาว่ามีใครอยู่ข้างในได้รับคำตอบ แต่คำถามเกี่ยวกับวิธีที่บุคคลดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่และเหตุผลที่เข้าไปอยู่ภายในยังต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องราวจึงเป็นทั้งเหตุการณ์ชวนตกใจในยามค่ำคืนและกรณีที่สะท้อนความสำคัญของการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยยึดข้อเท็จจริงเป็นหลักมากกว่าการคาดเดาจากบรรยากาศที่ชวนให้หวาดกลัว

